คู่มือวิธีเลือกติดโซล่าบ้าน (ฉบับสมบูรณ์ 2025)

หลายคนอยากติดโซล่าบ้านแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี มีข้อมูลเยอะแยะไปหมด วันนี้ “คุ้มไว โซล่า” เราจะมาสรุปข้อมูลเกี่ยวกับโซล่าเซลล์บ้านอย่างละเอียดให้กับทุกคน บทความนี้เป็นคู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับปี 2025 รับรองว่าอ่านคู่มือนี้แล้ว ทุกคนจะมีความรู้ติดไปอย่างแน่นอน

ทั้งหมดนี้เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ที่สุดสำหรับบ้านของคุณ จะมีข้อมูลอะไรบ้างที่น่าจะสนใจ เรามาดูกันเลยครับ

สารบัญ

  1. ปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาก่อนติดตั้งโซลาร์เซลล์
  2. วิธีประเมินขนาดระบบโซลาร์เซลล์จากค่าไฟและพื้นที่ติดตั้ง
  3. ระบบโซลาร์เซลล์ On-Grid vs Hybrid – แบบไหนเหมาะกับคุณ?
  4. เปรียบเทียบประเภทแผงโซลาร์เซลล์ (Mono vs Poly vs Half-Cell vs Bifacial) แบบไหนดีสุด?
  5. แนะนำยี่ห้ออินเวอร์เตอร์โซลาร์เซลล์ยอดนิยม
  6. แนะนำยี่ห้อแผงโซลาร์เซลล์คุณภาพสำหรับ Solar Rooftop
  7. วิธีอ่านสเปคโซลาร์เซลล์ที่สำคัญ มีอะไรบ้าง?
  8. สรุปและคำแนะนำสำหรับผู้เริ่มต้น

คุณพร้อมที่จะประหยัดค่าไฟแล้วหรือยัง?

"คุ้มไว Solar" ช่วยคุณประหยัดค่าไฟด้วยระบบ SolarCell ที่ทันสมัยและทีมงานติดตั้ง SolarCell มืออาชีพ มั่นใจได้ในคุณภาพและบริการที่รวดเร็ว
โทรเลย 0661417892 Add Line: @kwSolar

ปัจจัยก่อนติดโซล่าเซลล์

ปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาก่อนติดตั้งโซลาร์เซลล์

ก่อนจะติดตั้งโซล่าเซลล์ ผู้เริ่มต้นควรคำนึงถึงในการวิธีเลือกติดโซล่าเซลล์บ้านให้คุ้มค่ามีอะไรบ้าง ถ้าไม่รู้จะเริ่มจากอะไรดี เรามาดูจุดที่ต้องพิจารณา ง่ายๆ ดังนี้

1. ระบบไฟฟ้าของบ้าน

1. ระบบไฟฟ้าของบ้าน (เฟสเดียวหรือสามเฟส)

เบื่องต้นตรวจสอบที่มิเตอร์ไฟฟ้าบ้านคุณว่าใช้ไฟ 1 เฟส (Single Phase) หรือ 3 เฟส (Three Phase) เพราะจะส่งผลต่อการเลือกขนาดอินเวอร์เตอร์การติดตั้ง และราคาติดตั้ง รวมไปถึงความคุ้มทุนในระยะยาวด้วย

บ้านอยู่อาศัยทั่วไป ไฟ 1 เฟส 230V

โดยทั่วไป อินเวอร์เตอร์ 1 เฟส ในตลาดมีขนาดสูงสุดประมาณ 5–8 kW เท่านั้น หากต้องการติดตั้งระบบใหญ่กว่านั้นในบ้านไฟเฟสเดียว วิธีแก้คือแบ่งติดอินเวอร์เตอร์สองตัว เช่น 5 kW สองชุดเพื่อให้รวมเป็น 10 kW

ข้อควรระวังสำหรับบ้านไฟ 1 เฟส ไม่ควรติดตั้งระบบโซลาร์ขนาดใหญ่มากจนเกินไปเมื่อเทียบกับโหลดของบ้าน เพราะอาจทำให้ไฟไหลย้อนออกมากเกินจนหม้อแปลงของการไฟฟ้ารับภาระหนัก

บ้านหรือโรงงานที่มีไฟ 3 เฟส 380V

ถ้าใครอยากติดโซล่าเซลล์จำนวนมาก ระบบไฟ 3 เฟสจะสามารถติดตั้งระบบโซลาร์ขนาดใหญ่ได้ง่ายกว่า เพราะว่าอินเวอร์เตอร์ 3 เฟส มักมีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 5 kW, 10 kW, 15 kW, 20 kW ขึ้นไป 

หากบ้านหรือโรงงานที่มีการใช้ไฟ 3 เฟสและมีโหลดการใช้ไฟฟ้าสูง การเลือกอินเวอร์เตอร์ 3 เฟสขนาดใหญ่จะคุ้มค่ากว่า และลดความยุ่งยากในการต่อ inverter พ่วงหลายเครื่องได้อีกด้วย

งบประมาณและความคุ้มค่า

2. ดูงบประมาณติดโซล่าเซลล์ และความคุ้ม

ติดโซล่าเซลล์แพงไหม เป็นอีกคำถามยอดฮิตที่หลายคนคงต้องถามก่อนติดตั้งอย่างแน่นอน ใครๆก็อยากรู้ใช่ไหมครับ ว่าติดโซล่าเซลล์แล้ว คุ้มไหม ใช้เวลาคืนทุนกี่ปี? ต้องเสียเงินเท่าไร?

ถ้าจะให้คำนวนง่ายๆ ปัจจุบันค่าใช้จ่ายการติดตั้งโซลาร์บ้านในไทยอยู่ที่ประมาณ 18,000–25,000 บาทต่อ kW ขึ้นกับขนาดระบบและอุปกรณ์ที่เลือก ซึ่งระบบขนาดใหญ่ราคาต่อ kW จะถูกลง เช่น

  • ระบบเล็ก 3–5 kW ราคาเฉลี่ย ~100,000 บาท (±20,000)

  • ระบบกลาง 5–10 kW ราคาเฉลี่ย ~150,000–200,000 บาท

  • ระบบใหญ่ 10–15 kW ราคาเฉลี่ย ~250,000–300,000 บาท

จากตัวเลขข้างต้น หากระบบของคุณสามารถลดค่าไฟได้เดือนละ ~2,000–3,000 บาท ก็จะใช้เวลาคืนทุนประมาณ 3–5 ปี โดยประมาณครับ

ยิ่งคุณเลือกบริษัทติดโซล่าเซลล์ที่ราคาถูกได้มากเท่าไร การคืนทุนก็จะเร็วขึ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมเผื่องบสำหรับ การบำรุงรักษา เล็กน้อย เช่น การทำความสะอาดแผงปีละ 1–2 ครั้ง ซึ่งปกติบริษัทติดโซล่าเซลล์จะล้างแผงให้ฟรี 1-3 ปีแรก หลังจากนั้นจะมีค่าใช้จ่ายบ้าง ปีละหลักพัน

ถ้าเป็นระบบ Hybrid ต้องมีงบสำหรับเปลี่ยนแบตเตอรี่เมื่อหมดอายุด้วย ซึ่งแบตแต่ละยี่ห้อก็จะมีอายุการใช้งานที่ต่างกัน แต่ถึงแบตจะเสื่อมไม่ได้หมายความว่าจะต้องเปลี่ยนทันที ยังสามารถใช้ต่อไปได้ แต่อาจจะชาจน์ได้ไม่เต็ม 100% เท่านั้นเอง

รู้อย่างนี้แล้ว เรามาดูหัวข้อต่อไปกันเลยครับ นั่นก็คือ “วิธีประเมินขนาดโซล่าเซลล์” นั่นเอง ทีนี้เราจะได้รู้แล้วว่า ต้องติดกี่ watt ประหยัดได้เท่าไร และใช้พื้นที่เท่าไรบ้าง

คุณพร้อมที่จะประหยัดค่าไฟแล้วหรือยัง?

"คุ้มไว Solar" ช่วยคุณประหยัดค่าไฟด้วยระบบ SolarCell ที่ทันสมัยและทีมงานติดตั้ง SolarCell มืออาชีพ มั่นใจได้ในคุณภาพและบริการที่รวดเร็ว
โทรเลย 0661417892 Add Line: @kwSolar

วิธีประเมินขนาดระบบโซลาร์เซลล์จากค่าไฟและพื้นที่ติดตั้ง

วิธีประเมินขนาดโซล่าเซลล์

เมื่อรู้เฟสไฟบ้านแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการประมาณ ขนาด ของระบบโซลาร์เซลล์ที่เหมาะสมกับบ้านของเราครับ

การเลือกขนาดที่พอดีสำคัญมาก เพราะถ้าติดเล็กไปก็อาจได้ผลประหยัดไม่คุ้ม แต่ถ้าติดใหญ่เกินความต้องการ Solarcell ก็ผลิตไฟโดยเปล่าประโยชน์

โดยวิธีประเมินขนาด Solarcell มี 3 ปัจจัยที่สำคัญ ดังนี้

1. ประเมินจากค่าไฟ

1. ประเมินจากบิลค่าไฟ

วิธีง่ายที่สุดคือดู ปริมาณการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยต่อเดือน จากบิล (หน่วย kWh ที่ใช้ และจำนวนเงินบาทที่จ่าย) จากนั้นประเมินว่าต้องการให้โซลาร์ผลิตไฟมาชดเชยเท่าไร

เช่น

หากบ้านคุณมีค่าไฟประมาณ 5,000 บาท/เดือน และต้องการลดสักครึ่งหนึ่ง (~2,500 บาท) ซึ่งคิดเป็นการใช้ไฟ ~625 kWh/เดือน (ค่าไฟเฉลี่ย ~4 บาทต่อหน่วย) ระบบโซลาร์เซลล์ที่ต้องติดตั้งควรผลิตไฟได้ประมาณ 625 kWh ต่อเดือน หรือ ~20–25 kWh ต่อวัน

ในประเทศไทย 1 kW ของแผงโซลาร์เซลล์ให้พลังงานประมาณ 4–5 kWh ต่อวัน ดังนั้นกรณีนี้ควรติดตั้งระบบขนาดประมาณ 5 kW (เพราะ ~5 kW × 4–5 kWh ≈ 20–25 kWh/วัน) จึงจะผลิตไฟได้ใกล้เคียงกับที่ต้องการชดเชย

ขนาดติดตั้งโซล่าเซลล์ที่เหมาะกับค่าไฟ

  • สำหรับบ้านที่มีค่าไฟ ประมาณ 2,000–5,000 บาท/เดือน มักติดตั้งระบบราว 3 kW ก็เพียงพอ ลดค่าไฟได้เดือนละ ~1,500 บาท

  • บ้านที่มีค่าไฟ 5,000–7,000 บาท/เดือน ควรใช้ระบบ 5 kW จะลดค่าไฟได้ ~2,500–3,000 บาท/เดือน

  • หากค่าไฟ หลักหมื่นบาทขึ้นไป (เช่น บ้านขนาดใหญ่หรือมีเครื่องใช้ไฟฟ้ามาก) ระบบ 10–15 kW อาจเหมาะสม ซึ่งช่วยประหยัดไฟได้หลายพันบาทต่อเดือน (เช่น 15 kW เหมาะกับบิล ~15,000 บาท ลดได้ ~10,000 บาท/เดือน)

2. พื้นที่หลังคาและทิศทางแดด

2. พื้นที่หลังคาและทิศทางแดด

เมื่อคำนวณขนาด kW คร่าวๆ แล้ว ต้องดูว่าหลังคาบ้านมีพื้นที่รับแสงเพียงพอรองรับจำนวนแผงที่ต้องติดตั้งหรือไม่ด้วย บางครั้งอยากติดเยอะแต่หลังคาไม่พอ หรือมีเงาบังเยอะก็ไม่สามารถติดได้ครับ

โดยทั่วไป แผงโซลาร์เซลล์ 1 แผ่นมีกำลัง ~400–600 วัตต์ กินพื้นที่ราว 1.7–2 ตารางเมตร ดังนั้นระบบ 1 kW ต้องใช้พื้นที่ประมาณ 5–6 ตร.ม. และระบบ 5 kW ใช้ ~25–30 ตร.ม. เป็นต้น

เมื่อพื้นที่หลังคาพอแล้ว ด่านต่อไปคือทิศทางหลังคา

ทิศทางติดตั้งที่ดีที่สุดในประเทศไทยคือต้องหันหน้าแผงไปทางทิศใต้

เนื่องจากจะรับแสงแดดได้เต็มที่ตลอดวัน รองลงมาคือทิศตะวันตกหรือตะวันออก (แต่จะได้พลังงานน้อยกว่าทิศใต้เล็กน้อยเพราะรับแดดครึ่งวัน) ส่วนทิศเหนือไม่เหมาะสำหรับการติดตั้งแผงโซลาร์เพราะแทบไม่ได้รับแสงโดยตรงเลย

นอกจากนี้ ความเอียงของหลังคา ที่ดีคือประมาณ 10–15 องศาสำหรับประเทศไทย แต่ส่วนใหญ่หลังคาบ้านมีความเอียงในตัวอยู่แล้วจึงสามารถติดตามแนวหลังคาได้เลย

3. ตรวจสอบเงาและสิ่งบดบัง

3. ตรวจสอบเงา ว่ามีเวลาไหนบ้างที่มีเงาบังบ้าง บังเยอะไหม

หลังจากดูทิศแล้ว เราควรมั่นใจว่าพื้นที่หลังคาที่จะติดตั้งได้รับแสงแดดแรงๆ ไม่มีเงาของต้นไม้ใหญ่ เสาอากาศ หรืออาคารข้างเคียงมาบัง

ให้สังเกตเงาบังโดยเฉพาะในช่วง 9 โมงเช้าถึงบ่าย 3 โมง ซึ่งเป็นช่วงที่ความเข้มแสงอาทิตย์ เข้มมากที่สุด โซล่าเซลล์ก็จะผลิตไฟได้สูงสุดในช่วงเวลานี้ ควรไม่มีเงาบังเลยจะดีที่สุด

หากหลีกเลี่ยงเงาบังไม่ได้ ควรวางแผงให้แต่ละ string แยกตามโซนแดด หรือพิจารณาใช้ อินเวอร์เตอร์แบบมี MPPT หลายจุด หรือใช้ optimizer ช่วยจัดการปัญหาแผงอ่อนกำลังจากเงาบัง หรือ อาจจะใช้แผงที่มี Micro Inverter ก็สามารถช่วยแก้ปัญหาได้เช่นเดียวกันครับ

ติดก่อนวันนี้ ประหยัดได้ทันทีไม่ต้องรอ

คุ้มไว Solar ร้านติดตั้งโซล่าเซลล์ บริการคุณด้วยความจริงใจ ราคามาตรฐาน สอบถามเราสิครับ
โทรเลย 0661417892 Add Line: @kwSolar

ระบบโซลาร์เซลล์ On-Grid vs Hybrid – แบบไหนเหมาะกับคุณ?

ระบบโซล่าเซลล์แบบไหนดี

หลังจากเราพอรู้เรื่องการคำนวนความคุ้มและขนาดติดตั้งกันแล้ว เรื่องต่อไปคือการเลือกประเภทว่าจะติดระบบแบบไหนดี

ซึ่งในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่บ้านหลักๆ มีอยู่ 2 ประเภทที่นิยม คือ ระบบ On-Grid และ ระบบ Hybrid ซึ่งทั้งสองแบบนี้ต่างก็เชื่อมต่อกับสายไฟของการไฟฟ้า แต่มีความแตกต่างในเรื่องการใช้แบตเตอรี่และความสามารถในการสำรองไฟ ส่วนระบบ Off-Grid จะใช้สำหรับที่ๆไม่มีไฟเข้าถึงเลย ซึ่งในบทความนี้เราจะไม่ได้พูดถึงกันครับ

แล้ว 2 ระบบที่ว่านี้ต่างกันอย่างไร เรามาดูกันเลย

ระบบโซล่าเซลล์ on grid

1. ระบบ On-Grid (Solar Grid-Tie)

ระบบ On-Grid คือ การติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่เชื่อมต่อเข้ากับสายไฟของการไฟฟ้าโดยตรง ไม่มีแบตเตอรี่เก็บพลังงาน เพราะฉะนั้นพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตได้จะถูกใช้ทันทีในช่วงกลางวัน เช่น เปิดแอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน

ไฟส่วนเกินจะถูกส่งออกเพื่อหักลบกับหน่วยไฟฟ้าที่ใช้จากการไฟฟ้า (ผ่านระบบ Net Billing ตามที่การไฟฟ้ากำหนด)

  • ข้อดี: ระบบ On-Grid มีความเรียบง่าย ราคาเริ่มต้นถูกกว่าเพราะไม่ต้องมีแบตเตอรี่ และมีอายุการใช้งานยาว (เพราะอุปกรณ์น้อยชิ้น) เหมาะกับบ้านที่ต้องการลดค่าไฟฟ้ากลางวันเป็นหลัก และพื้นที่ที่ไฟฟ้าค่อนข้างเสถียรไม่ค่อยมีปัญหาไฟดับ

  • ข้อเสีย: ไม่สามารถจ่ายไฟได้เมื่อเกิดไฟดับ เนื่องจากอินเวอร์เตอร์ On-Grid จะตัดการทำงานเพื่อความปลอดภัยทันทีเมื่อไม่มีไฟจากสายส่ง เพื่อป้องกันกระแสไฟย้อนกลับ

ระบบโซล่าเซลล์ Hybrid

2. ระบบ Hybrid (Solar Hybrid/Grid-Tie with Battery)

ระบบโซล่าเซลล์ Hybrid เป็นการผสมผสานระหว่างโซลาร์รูฟแบบ On-Grid เข้ากับ แบตเตอรี่สำรอง กลางวันใช้ไฟโซลาร์และชาร์จแบตไปพร้อมกัน ส่วนกลางคืนหรือเวลาไฟดับก็จ่ายไฟจากแบตเตอรี่ให้โหลดสำคัญในบ้านต่อได้

  • ข้อดี: สามารถใช้ไฟโซลาร์ได้เต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง ลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากการไฟฟ้าได้มากขึ้น มีไฟสำรองยามเกิดเหตุไฟดับ ช่วยป้องกันความเสียหายกับเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือระบบรักษาความปลอดภัยในบ้าน เหมาะกับพื้นที่ไฟตกไฟดับบ่อย 

  • ข้อเสีย: ราคาสูงกว่าเพราะต้องลงทุนแบตเตอรี่ซึ่งมีต้นทุนสูงและต้องเปลี่ยนเมื่อหมดอายุ (ประมาณ 5–15 ปีขึ้นกับประเภทแบต) และ ระบบมีความซับซ้อนกว่า ต้องการการดูแลแบตเตอรี่เพิ่มเติม นอกจากนี้ประสิทธิภาพรวมจะลดลงเล็กน้อยเพราะมีการแปลงพลังงานหลายขั้นตอน ความคุ้มทุนจะยาวนานกว่า

หมายเหตุ: ยังมี ระบบ Off-Grid หรือระบบโซลาร์ที่ไม่เชื่อมต่อกับการไฟฟ้าเลย ซึ่งใช้แบตเตอรี่ทั้งหมดเพื่อจ่ายไฟ ระบบนี้มักใช้ในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีสายส่งไฟฟ้า แต่สำหรับบ้านในเมืองหรือชุมชนทั่วไป ระบบ Off-Grid ไม่นิยมเพราะต้องติดตั้งแบตขนาดใหญ่และมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า ระบบ Hybrid ที่ต่อกับไฟฟ้าหลวงจะยืดหยุ่นและคุ้มค่ากว่าสำหรับการใช้งานในบ้านพักอาศัยทั่วไป

ตารางเปรียบเทียบระบบ On-Grid vs Hybrid: สำหรับผู้อ่านที่ยังเลือกไม่ถูกระหว่างสองระบบนี้ ตารางด้านล่างสรุปความแตกต่างที่สำคัญไว้เพื่อช่วยในการตัดสินใจ

เปรียบเทียบ on grid vs hybrid

คุณสมบัติ ระบบ On-Grid ระบบ Hybrid
การเชื่อมต่อสายส่ง ต่อเข้ากับสายไฟการไฟฟ้า (Grid-tie) โดยไม่มีแบตเตอรี่ ต่อเข้ากับสายไฟการไฟฟ้า และมีแบตเตอรี่เสริม
การใช้แบตเตอรี่ ไม่มี – ผลิตไฟได้เท่าไรก็ใช้ทันที เหลือก็ขาย/หักลบ มี – ชาร์จพลังงานลงแบตไว้ใช้ภายหลัง ลดใช้ไฟฟ้าช่วงกลางคืน
สำรองไฟยามไฟดับ ไม่ได้ – อินเวอร์เตอร์จะตัดการทำงานเมื่อไฟดับ ได้ – อินเวอร์เตอร์แบบ Hybrid จ่ายไฟจากแบตเป็น UPS ให้โหลดสำคัญ
ค่าอุปกรณ์และติดตั้ง ต่ำกว่า – ไม่ต้องซื้อแบตเตอรี่ ดูแลง่าย สูงกว่า – ค่าแบต+ระบบจัดการเพิ่มมา แต่ให้ความยืดหยุ่นในการใช้งานมากขึ้น
เหมาะสำหรับ ผู้ต้องการลดค่าไฟช่วงกลางวัน ลงทุนต่ำ คืนทุนไว ไฟดับน้อย ผู้ต้องการลดค่าไฟสูงสุดทั้งกลางวันกลางคืน มีงบลงทุนเพิ่ม ต้องการไฟสำรองเสถียร

จากตารางจะเห็นว่า ถ้าเป้าหมายหลักของคุณคือการลดค่าไฟฟ้าและไม่ได้กังวลเรื่องไฟดับ ระบบ On-Grid ก็ตอบโจทย์และคุ้มค่ากว่า แต่หากคุณอยากมีไฟสำรองและลดการใช้ไฟฟ้าจากสายส่งให้ได้มากที่สุด ระบบ Hybrid ก็เป็นทางเลือกที่ดีแม้จะลงทุนสูงกว่านั่นเองครับ

ติดก่อนวันนี้ ประหยัดได้ทันทีไม่ต้องรอ

คุ้มไว Solar ร้านติดตั้งโซล่าเซลล์ บริการคุณด้วยความจริงใจ ราคามาตรฐาน สอบถามเราสิครับ
โทรเลย 0661417892 Add Line: @kwSolar

เปรียบเทียบประเภทแผงโซลาร์เซลล์ (Mono vs Poly vs Half-Cell vs Bifacial) ใช้แบบไหนดี?

แผงโซล่าเซลล์แบบไหนดี

เมื่อพูดถึง แผงโซลาร์เซลล์ ในปัจจุบัน มีเทคโนโลยีและรูปแบบที่หลากหลายซึ่งจะทำให้ใครหลายคนงงได้ สำหรับผู้เริ่มต้น เราอาจจะสรุปแผงโซล่าเซลล์ได้เป็น 4 กลุ่มหลักที่ควรรู้จัก ได้แก่แผงประเภท Monocrystalline, Polycrystalline, Half-Cell และ Bifacial (จริงๆมีหลายประเภทมากกว่านี้ แต่ไม่เป็นที่นิยม)

แต่ละแบบมีคุณสมบัติและข้อดีข้อเสียต่างกัน แล้วเราจะเลือกแบบไหนกันดี เรามาทำความรู้จักแต่ละแบบกันเลยดีกว่าครับ

แผง monocrystalline

1. แผง Monocrystalline (โมโนคริสตัลไลน์)

แผงโซลาร์เซลล์ชนิดโมโนคริสตัลไลน์นี้ ผลิตจากผลึกซิลิคอนเดี่ยวทั้งก้อน ทำให้มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนพลังงานแสงเป็นไฟฟ้าสูงกว่าแผงแบบโพลีคริสตัลไลน์ เนื่องจากผลึกมีความบริสุทธิ์และอิเล็กตรอนเคลื่อนที่ได้สะดวก เนื้อแผงมักมีสีดำเข้มหรือดำอมฟ้า

  • ข้อดี: มีประสิทธิภาพสูง (ปกติ ~18–22% ในแผงรุ่นทั่วไป และรุ่นใหม่ๆ สูงถึง ~23%) ทำให้ผลิตไฟได้มากในพื้นที่จำกัด ใช้พื้นที่ติดตั้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับแผงโพลีที่กำลังวัตต์เท่ากัน อายุการใช้งานยาวนานและเสถียร การเสื่อมสภาพช้าตามเวลา

  • ข้อเสีย: ราคาต่อวัตต์สูงกว่าแผงโพลีคริสตัลไลน์เล็กน้อย ประสิทธิภาพจะลดลงเมื่ออุณหภูมิสูง แผงโมโนมักไวต่อการถูกเงาบัง หากส่วนใดส่วนหนึ่งของแผงมีเงาคลุมจะลดทอนการผลิตของทั้งแผงค่อนข้างมาก ทำให้ประสิทธิภาพลดลง

แผง Monocrystalline เหมาะสำหรับใคร?

ผู้ที่มีพื้นที่ติดตั้งจำกัด หรือต้องการประสิทธิภาพต่อพื้นที่สูงสุด เพื่อผลิตไฟฟ้าให้ได้มากที่สุด เช่น หลังคาบ้านที่ติดได้น้อยแผง ควรเลือกโมโนคริสตัลไลน์เพื่อให้ได้กำลังวัตต์รวมสูงนั่นเอง

แผง polycrystalline

2. แผง Polycrystalline (โพลีคริสตัลไลน์)

แผงโพลีคริสตัลไลน์ผลิตจากผลึกซิลิคอนหลายผลึกรวมกัน (เห็นเป็นเกล็ดผลึกสีฟ้าครามบนผิวแผง) ประสิทธิภาพจะต่ำกว่าโมโนคริสตัลไลน์เล็กน้อยเนื่องจากมีขอบเขตระหว่างผลึกซิลิคอนมากกว่า อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ไม่สะดวกเท่า ผลิดกระแสได้น้อยกว่านั่นเอง

  • ข้อดี: ราคาถูกกว่าแผงโมโนคริสตัลไลน์เมื่อเทียบต่อวัตต์ เนื่องจากกรรมวิธีการผลิตง่ายกว่า แต่ยังถือว่ามีประสิทธิภาพดี เป็นที่ยอมรับได้ (~16–18% สำหรับรุ่นทั่วไป) และสามารถทำงานได้ดีในสภาพแสงกระจายอีกด้วย (diffused light)

  • ข้อเสีย: ประสิทธิภาพต่ำกว่าโมโนคริสตัลไลน์ ต้องใช้พื้นที่ติดตั้งมากกว่าเพื่อให้ได้กำลังไฟเท่ากัน มีข้อจำกัดด้านความสวยงาม นั่นก็คือ รูปลักษณ์ของแผง Poly มักจะเป็นสีฟ้าอมน้ำเงิน เซลล์มีลวดลายผลึกวับๆ ซึ่งบางท่านอาจรู้สึกว่าสวยน้อยกว่าแผงโมโนซึ่งเป็นสีดำล้วน ดูเรียบหรูกว่า 

แผง Polycrystalline เหมาะสำหรับใคร?

ผู้ที่มีงบประมาณจำกัด และมีพื้นที่ติดตั้งมากพอที่จะวางแผงจำนวนเยอะได้ ปัจจุบันโพลีคริสตัลไลน์อาจเหมาะในงานฟาร์มโซลาร์หรือโรงงานอุตสาหกรรมที่เน้นลดต้นทุน มีพื้นที่หลังคาเหลือเฟือ อย่างไรก็ตามในตลาดติดโซล่าเซลล์บ้านอยู่อาศัยทุกวันนี้ แผงโมโนได้รับความนิยมมากกว่าอย่างชัดเจน เนื่องจากกำลังผลิตสูงกว่า

แผง Half-Cell

3. เทคโนโลยี Half-Cell (แผงเซลล์ครึ่งแผ่น)

แผงแบบ Half-Cell ไม่ใช่ชนิดของผลึกซิลิคอน แต่เป็นเทคนิคการผลิตแผงอย่างหนึ่ง ซึ่งสามารถใช้ได้กับทั้งแผงโมโนและโพลี

หลักการคือ แบ่งเซลล์แต่ละเซลล์บนแผงออกเป็นสองส่วน (ได้เซลล์ขนาดครึ่งหนึ่ง แต่จำนวนเซลล์เพิ่มเป็นสองเท่าในแผง) เช่น แผงปกติ 60 เซลล์ เมื่อทำแบบ Half-Cell จะกลายเป็น 120 เซลล์ครึ่ง เป็นต้น

การแบ่งเซลล์ทำให้กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านแต่ละเซลล์ลดลงครึ่งหนึ่ง ส่งผลให้ความร้อนสะสมและการสูญเสียในเซลล์ลดลง ทำให้แผง Half-Cell มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเล็กน้อยและเสถียรขึ้น

  • ข้อดี: ให้กำลังวัตต์สูงกว่าแผงขนาดเท่ากันแบบเซลล์เต็ม (โดยมาก +5–10% วัตต์) และ ทนต่อเงาบางส่วนได้ดีกว่า เพราะการจัดวงจรเซลล์แบบแบ่งครึ่งทำให้ถ้ามีเงาบังบางส่วน แผงยังสามารถผลิตไฟจากส่วนที่ไม่โดนเงาได้ดีกว่าแผงปกติ อีกทั้งยังลดการเกิด hot-spot เนื่องจากความร้อนกระจายตัวน้อยลง

  • ข้อเสีย: ต้นทุนการผลิตสูงกว่าเล็กน้อย ราคาขายต่อวัตต์อาจสูงกว่าแผงธรรมดาเล็กน้อย (แต่ความนิยมในตลาดสูงขึ้นทำให้ส่วนต่างราคาลดลง) โครงสร้างวงจรซับซ้อนขึ้น ทำให้การต่อและการตรวจซ่อมยากขึ้นในบางกรณี

ปัจจุบันแผงโซลาร์รุ่นใหม่ๆ จากทุกแบรนด์ชั้นนำแทบทั้งหมดผลิตแบบ Half-Cell เป็นมาตรฐานแล้ว เพราะให้ประสิทธิภาพสูงขึ้นโดยข้อด้อยมีน้อยมาก จึงถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ควรเลือกใช้อย่างยิ่งหากมีให้เลือกครับ

แผง Bifacial

4. แผงสองหน้า Bifacial (ไบเฟเชียล)

แผงแบบ Bifacial คือแผงโซลาร์เซลล์ที่สามารถรับแสงและผลิตไฟฟ้าได้จากทั้งด้านหน้าและด้านหลังของแผง ต่างจากแผงทั่วไปที่ด้านหลังทึบและไม่รับแสง

โดยแผง Bifacial มักเป็นกระจกสองด้านประกบเซลล์ไว้ตรงกลาง (glass-to-glass) ทำให้แสงที่ตกกระทบด้านหลังไม่สูญเปล่า หากติดตั้งในสภาพแวดล้อมที่มีแสงสะท้อนด้านหลังดี เช่น พื้นกระเบื้องสีอ่อน หลังคาเมทัลชีทสีขาว หรือบนพื้นดาดฟ้าคอนกรีตที่มีการสะท้อนแดด

แผง Bifacial จะสามารถผลิตไฟเพิ่มจากด้านหลังได้ประมาณ 5–30% ขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงที่สะท้อนมาถึงด้านหลังแผง

  • ข้อดี: ผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าแผงด้านเดียวในสภาวะแสงเหมาะสม (ช่วยเพิ่มผลผลิตรวมต่อแผง และอาจลดจำนวนแผงที่ต้องติดตั้ง) มีความทนทานเพราะโครงสร้างเป็นกระจกสองด้านป้องกันความชื้นเข้าเซลล์ อายุการใช้งานยาว บางรุ่นรับประกันประสิทธิภาพยาวถึง 30 ปี

  • ข้อเสีย: จำเป็นต้องติดตั้งในลักษณะที่ให้ด้านหลังรับแสงได้ จึงจะคุ้มค่า  สำหรับบ้านที่ติดแผงชิดหลังคากระเบื้องหรือหลังคาที่สีเข้มไม่สะท้อน แผง Bifacial แทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเพิ่มเลย เพราะด้านหลังจะมืดหรือร้อนเกินไป

แผงสองหน้า Bifacialเหมาะสำหรับใคร?

การติดตั้งที่มีพื้นที่เปิดโล่งและมีพื้นผิวสะท้อนแสงดีใต้แผง เช่น โรงจอดรถหลังคาขาว สนามที่เทพื้นปูนขาว หรือบนดาดฟ้าที่สามารถยกแผงสูงจากพื้นและทาสีขาวเพิ่มแสงสะท้อน

หากติดตั้งบนหลังคาบ้านทั่วไปที่ชิดหลังคากระเบื้องสีเข้ม ประสิทธิภาพเพิ่มจาก Bifacial จะน้อยมากจนไม่คุ้มกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่โดยทั่วไปแล้วในประเทศไทยจะนิยมกระเบี้ยงสีสด เช่น สีแดง สีน้ำเงิน ทำให้แผงประเภทนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้เป็นอย่างดี

สนใจติดโซล่าเซลล์ ประเมินราคาหน้างานฟรี

เปลี่ยนบ้านคุณให้ประหยัดพลังงานกับคุ้มไว Solar วันนี้!
ลดค่าไฟฟ้าและช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมด้วย SolarCell คุณภาพสูง พร้อมทีมงานมืออาชีพ ดูแลครบทุกขั้นตอน

แนะนำยี่ห้ออินเวอร์เตอร์โซลาร์เซลล์ยอดนิยมปี 2025

แนะนำ inverter ยอดนิยม

หลังจากรู้จัก Solacell มาระดับนึงแล้ว อีกหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญที่สุดของระบบโซลาร์รูฟท็อปก็คือ อินเวอร์เตอร์ (Inverter) นั่นเอง

อินเวอร์เตอร์ (Inverter) คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงไฟฟ้ากระแสตรง DC จากแผง ให้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ AC ซึ่งเป็นไฟที่ใช้ในบ้าน เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นที่สุดสำหรับการติดโซล่าเซลล์รุ่นประเภท

ซึ่ง inverter ก็จะแบ่งเป็นอีก 2 ประเภทย่อยๆคือ String inverter กับ Micro inverter ซึ่งผมในบทความนี้ผมจะแนะนำ Sting inverter เป็นหลัก เนื่องจากเป็นที่นิยมและใช้งานกันอย่างแพร่หลายมากกว่า

หากสนใจMicro inverter แนะนำให้อ่านบทความนี้: แนะนำ Micro Inverter ยอดนิยม

เราขอแนะนำ 4 อันดับแบรนด์ยอดนิยมทั่วโลก ได้แก่ Huawei, Sofar, Growatt, และ SMA ซึ่งแต่ละรายมีจุดเด่นและรุ่นแนะนำดังนี้

inverter ยี่ห้อ huawei

1. Huawei Inverter

Huawei (หัวเว่ย) ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจากจีน ได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้นำตลาดอินเวอร์เตอร์โซลาร์ภายในเวลาไม่กี่ปี ด้วยจุดแข็งด้านการผสมผสาน Digital Technology เข้ากับพลังงานแสงอาทิตย์ เกิดเป็นโซลูชัน Smart Inverter ที่มีประสิทธิภาพและฟีเจอร์ล้ำสมัย

แบรนด์นี้โดดเด่นในด้านคุณภาพสูง การออกแบบทันสมัย และการรองรับระบบ Hybrid อย่างยืดหยุ่น และเป็นที่นิยมมากที่สุดในประเทศไทย มีการบริการหลังการขายและ Customer Support ที่ดีมาก

Huawei Inverter รุ่นไหนดี?

แนะนำ Huawei SUN2000 Series – อินเวอร์เตอร์แบบ String ขนาดตั้งแต่ 3 kW จนถึง 20 kW เหมาะกับบ้านและอาคารทุกรูปแบบ รุ่นนี้มีประสิทธิภาพการแปลงไฟสูงถึง ~98.7% มีระบบ Multi MPPT (รองรับหลายทิศทางแผง) และสามารถทำงานเป็น Hybrid Inverter รองรับการต่อแบตเตอรี่ในอนาคตได้ด้วย นอกจากนี้ยังติดตั้งอุปกรณ์ Optimizer เพิ่มเติมได้

จุดเด่นของ Huawei Inverter

  • ตัวเครื่องออกแบบกะทัดรัด น้ำหนักเบากว่าอินเวอร์เตอร์ยี่ห้ออื่นในขนาดกำลังเดียวกัน
  • เงียบ (ไม่มีพัดลมเสียงดัง) มาพร้อมแอป FusionSolar ให้เจ้าของบ้านดูข้อมูลการผลิตไฟฟ้าเรียลไทม์ได้ง่าย
  • รองรับฟีเจอร์อัจฉริยะต่างๆ เช่น การตรวจจับความผิดปกติของสตริงแผง  ระบบความปลอดภัยตัดไฟรั่ว
  • ให้ การรับประกันมาตรฐาน 10 ปี (บางรุ่นขยายเพิ่มได้ถึง 15–20 ปี) ซึ่งถือว่ายาวนาน มั่นใจได้ในบริการหลังการขาย

inverter ยี่ห้อ sofar

2. Sofar Inverter

Sofar Solar (โซฟาร์) เป็นแบรนด์จากประเทศจีนที่มาแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดดเด่นเรื่องความคุ้มค่าคุ้มราคา ได้รับการยอมรับทั้งในเอเชียและยุโรป

โซฟาร์เป็นอินเวอร์เตอร์เกรดกลางที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับคู่แข่งระดับบน ทำให้หลายบริษัทติดตั้งในไทยนิยมเสนอ Sofar ให้ลูกค้าที่ต้องการประหยัดงบ

Sofar Inverter รุ่นไหนดี?

แนะนำ Sofar KTL-X Series – มีทั้งรุ่น Single Phase 3–10 kW และ Three Phase 5–12 kW ครอบคลุมการใช้งานบ้านขนาดเล็กถึงขนาดกลาง

ทุกรุ่นมาพร้อม 2 MPPT รองรับแผง 2 ทิศทาง, หน้าจอ LCD แสดงข้อมูล บนตัวเครื่อง, เชื่อมต่อ WiFi ในตัวสำหรับส่งข้อมูลสู่ระบบคลาวด์ ตัวอย่างรุ่น 5KTL-X (5 kW 1 เฟส) มีประสิทธิภาพสูงสุด ~98.4% ซึ่งถือว่าอยู่แนวหน้าของตลาดอินเวอร์เตอร์กลุ่มนี้

จุดเด่นของ Sofar Inverter

  • มี Efficiency สูงสุดของ Sofar บางรุ่นถึง ~98.7% เลยทีเดียว ซึ่งจัดว่าเป็นอินเวอร์เตอร์ที่มีประสิทธิภาพชั้นนำของตลาดขณะนี้
  • ฟังก์ชันเสริมครบครัน เช่น I-V Curve Scanning ตรวจสอบสุขภาพแผงโซลาร์
  • Zero Export จำกัดการส่งออกไฟส่วนเกินกลับสายส่ง (ใช้ในพื้นที่การไฟฟ้าจำกัดการขายไฟ)
  • Active Surge Protection ป้องกันไฟกระชากมากับสายส่ง
  • มี SD Card บันทึกข้อมูลการผลิตไฟเก็บได้ถึง 25 ปีในตัวเครื่อง

อินเวอร์เตอร์ Sofar ทุกรุ่นผ่านมาตรฐานความปลอดภัยสากลและการไฟฟ้าไทย ใช้งานได้มั่นใจ

  • การรับประกัน: Sofar ให้รับประกันตัวเครื่องมาตรฐาน 5 ปี ซึ่งอาจดูน้อยกว่า Huawei หรือ SMA แต่สามารถซื้อเพิ่มหรือบางผู้แทนจำหน่ายมีโปรขยายเป็น 10 ปีได้ ทั้งนี้ Sofar มีศูนย์บริการในประเทศไทย ทำให้การเคลมสินค้าหรือซ่อมบำรุงทำได้รวดเร็วในกรณีเกิดปัญหา

inverter ยี่ห้อ growatt

3. Growatt Inverter

Growatt (โกรว์แอตต์) เป็นอีกหนึ่งแบรนด์จีนที่ตีตลาดโลกด้วยจุดขาย “คุณภาพดี ราคาย่อมเยา” มีสินค้าครอบคลุมตั้งแต่อินเวอร์เตอร์แบบออนกริด ไฮบริด ไปจนถึงระบบกักเก็บพลังงาน

โดย Growatt มียอดขายติดอันดับต้นๆ ของโลกในกลุ่ม residential solar เนื่องจากผลิตภัณฑ์มีความน่าเชื่อถือในราคาที่เอื้อมถึงง่าย

Growatt Inverter รุ่นไหนดี?

แนะนำ Growatt MIN TL-X Series – อินเวอร์เตอร์เชื่อมสายส่งขนาดเล็กถึงกลาง (3 kW – 11 kW) สำหรับบ้านอยู่อาศัย

รุ่นนี้บางโมเดล (รหัส XH) สามารถต่อแบตเตอรี่เพิ่มภายหลังได้ (ทำงานแบบ Hybrid) มีประสิทธิภาพการแปลงไฟสูง ~98.4% และติดตั้ง Dual MPPT ทุกขนาดช่วยรองรับหลังคาหลายทิศทาง

นอกจากนี้ยังมีรุ่น Growatt SPF สำหรับระบบ Hybrid/off-grid และรุ่น MAX สำหรับระบบขนาดใหญ่เชิงพาณิชย์

จุดเด่นของ Growatt Inverter 

  • Growatt ได้รับการยอมรับว่าเป็นอินเวอร์เตอร์ “คุ้มค่า” ที่สุดยี่ห้อหนึ่ง (ได้รับฉายาว่า budget hero ในต่างประเทศ)
  • ผู้ใช้จำนวนมากให้ความเห็นว่าทำงานเสถียร ติดตั้งง่าย และประสิทธิภาพใกล้เคียงแบรนด์แพงๆ ในขณะที่ราคาถูกกว่าหลายสิบเปอร์เซ็นต์
  • มี ขนาดให้เลือกหลากหลาย ทำให้ออกแบบระบบได้ยืดหยุ่นพอดีกับความต้องการ (ทั้งรุ่นมีหม้อแปลงและไม่มีหม้อแปลง
  • รุ่น 1 เฟส/3 เฟส ครบ), มีแอป Growatt Shine ให้ติดตามการผลิตไฟและสถานะระบบ
  • การรับประกันมาตรฐาน 5 ปี (ขยายได้ 10 ปี) ผ่านผู้แทนจำหน่าย

ข้อสังเกต: ระบบมอนิเตอร์ของ Growatt (ทั้งแอปและ web) อาจไม่ได้ทันสมัยที่สุดเมื่อเทียบกับ Huawei หรือ SMA และบางครั้งต้องพึ่งพาการตั้งค่าจากช่างผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรับแต่งการทำงานให้เหมาะสม

อย่างไรก็ดี สำหรับการใช้งานทั่วไปในบ้านที่ไม่ซับซ้อน Growatt ตอบโจทย์ได้ดีในด้านประสิทธิภาพและความคุ้มค่า

inverter ยี่ห้อ sma

4. SMA Inverter

SMA Solar Technology แบรนด์Inverter จากเยอรมนี บริษัทฯ ก่อตั้งเมื่อปี 1981 ซึ่ง SMA ถือว่าเป็นผู้ที่อยู่ในวงการ Inverter มาตั้งแต่ยุคแรกๆ เป็นที่ยอมรับในด้านคุณภาพ ความทนทาน และนวัตกรรมด้านระบบพลังงานแสงอาทิตย์

แม้ในช่วงหลังการแข่งขันจากเอเชียจะสูง แต่ SMA ก็ยังถือเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่เน้นความเสถียรและบริการระยะยาว

SMA Inverter รุ่นไหนดี?

แนะนำ SMA Sunny Boy Series – อินเวอร์เตอร์สำหรับบ้านขนาดเล็ก 3.0–6.0 kW (รุ่นใหม่ปี 2025 มี Sunny Boy Smart Energy ที่รวมระบบจัดการแบตเตอรี่ในตัว) และ SMA Sunny Tripower – อินเวอร์เตอร์ 3 เฟสสำหรับระบบ 5 kW ขึ้นไป

รุ่นเหล่านี้มีประสิทธิภาพการแปลงไฟ ~97–98% ซึ่งอาจไม่ใช่ที่สุดในตลาดแต่ถือว่าเชื่อถือได้สไตล์เยอรมัน

นอกจากนี้ Sunny Boy บางรุ่นยังมีฟังก์ชันเด่น เช่น Backup Secure จ่ายไฟสำรอง 1.9 kW ให้โหลดจำเป็นระหว่างกลางวันแม้ไม่มีแบตเตอรี่ (อาศัยพลังจากแผงโซลาร์โดยตรง) เหมาะสำหรับกรณีไฟดับช่วงกลางวัน

จุดเด่นของ SMA Inverter : ความทนทานและบริการหลังการขายเยี่ยม

  • อินเวอร์เตอร์ SMA ขึ้นชื่อว่า “อึด” ใช้งานได้ยาวนานหลายสิบปี ตัวอุปกรณ์ผลิตในเยอรมนีและผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวด
  • นอกจากนี้ SMA มีระบบ Sunny Portal สำหรับมอนิเตอร์ออนไลน์ที่เสถียร และมีตัวแทน/ศูนย์บริการในไทยมานาน
  • รองรับการทำงานร่วมกับระบบแบตเตอรี่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (มี SMA Sunny Island สำหรับจัดการระบบแบต) เหมาะกับผู้ที่วางแผนเพิ่มแบตเตอรี่ในอนาคต
  • การรับประกันมาตรฐาน 5 ปี แต่สามารถซื้อเพิ่มเป็น 10, 15, 20 หรือ 25 ปีได้ ซึ่งบ่งบอกถึงความมั่นใจในอายุการใช้งานของสินค้า

ข้อเสียเล็กน้อย: ราคาสูงกว่าอินเวอร์เตอร์จากเอเชียค่อนข้างมาก หากงบประมาณจำกัดอาจไม่คุ้มที่จะลงทุน อย่างไรก็ตามหลายคนยอมจ่ายเพื่อความสบายใจในคุณภาพแบบ “เยอรมันแท้” โดยเฉพาะในระบบที่ต้องเดินเครื่อง 24/7 หรือในสภาพแวดล้อมโหดร้าย (ความร้อน/ความชื้นสูง) ที่ต้องการความเสถียรสูงสุด

นอกจากทั้ง 4 แบรนด์ข้างต้น ยังมีอินเวอร์เตอร์ยี่ห้ออื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น DEYE (จีน),  Fronius (ออสเตรีย), Enphase (สหรัฐฯ), Sungrow (จีน) เป็นต้น

ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็มีจุดเด่นและฐานลูกค้าเฉพาะกลุ่ม แต่สำหรับตลาดบ้านอยู่อาศัยในไทย Huawei, Sofar, Growatt และ SMA เป็นแบรนด์ที่พบเจอบ่อยและได้รับความไว้วางใจอย่างแพร่หลายนั่นเอง

คุณพร้อมที่จะประหยัดค่าไฟแล้วหรือยัง?

"คุ้มไว Solar" ช่วยคุณประหยัดค่าไฟด้วยระบบ SolarCell ที่ทันสมัยและทีมงานติดตั้ง SolarCell มืออาชีพ มั่นใจได้ในคุณภาพและบริการที่รวดเร็ว
โทรเลย 0661417892 Add Line: @kwSolar

แนะนำยี่ห้อแผงโซล่าเซลล์

แนะนำยี่ห้อแผงโซลาร์เซลล์คุณภาพสำหรับบ้าน (2025)

เมื่อเลือกอินเวอร์เตอร์ได้แล้ว อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันคือ แผงโซลาร์เซลล์ (Solar Panels) ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานของระบบนั่นเอง

ซึ่งในท้องตลาดมีหลากหลายแบรนด์ทั้งจากจีน ยุโรป อเมริกา เป็นต้น

แต่ในปัจจุบัน แบรนด์จีน Tier-1 มักครองตลาดเนื่องจากคุณภาพสูงควบคู่กับราคาสมเหตุสมผล

วันนี้ คุ้มไว โซล่า เราขอแนะนำ 3 แบรนด์แผงยอดนิยมปี 2025 ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกและนิยมใช้ในไทย ได้แก่ LONGi, Jinko และ Trina ซึ่งต่างก็เป็นผู้ผลิตระดับแนวหน้าที่มีกำลังการผลิตมหาศาล คุณภาพเชื่อถือได้ และมีนวัตกรรมที่ดีที่สุด

แผงโซล่าเซลล์ Tier1

อยากเจาะลึกข้อมูลเรื่องแผง แนะนำให้อ่านบทความนี้ครับ : แผง Tier1 คืออะไร?

มาเริ่มกันที่ยี่ห้อแรกกันเลย

แผง Longi solar

1. LONGi Solar

LONGi (หลงกี้) เป็นผู้ผลิตแผงจากจีนที่เน้นเทคโนโลยี Monocrystalline โดยเฉพาะ ถือเป็นผู้ผลิตเซลล์โมโนรายใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นผู้นำด้านการพัฒนาประสิทธิภาพเซลล์แสงอาทิตย์

แผง LONGi รุ่นใหม่ๆ ในซีรีส์ Hi-MO มักจะมาพร้อมเทคโนโลยี Half-Cell และในปีหลังๆ ได้เริ่มใช้เทคโนโลยีเซลล์ N-type (TOPCon) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

รุ่นที่นิยมสูงสุดอย่าง LONGi Hi-MO 7 มีเซลล์แบบ HPBC ที่ให้ประสิทธิภาพเซลล์สูงถึง ~23–24% เลยทีเดียว

สำหรับแผง LONGi ที่ใช้ในบ้านมักเป็นรุ่น Hi-MO 5 หรือ 6 กำลังแผงประมาณ 450–550W ซึ่งให้ประสิทธิภาพรวมราว 20–22%

จุดเด่นของแผง LONGi : ประสิทธิภาพสูง มีความน่าเชื่อถือ

  • LONGi มักสร้างสถิติโลกเรื่องประสิทธิภาพของโวล่าเซลล์อยู่บ่อยครั้ง
  • เทคโนโลยี Half-Cell และโมโนเปอร์ค (PERC) ของ LONGi ถือว่าล้ำหน้าในตลาด ทำให้แผงสามารถผลิตไฟได้ดีแม้ในสภาพแสงน้อย หรือ ในสภาพที่อุณหภูมิสูง
  • การรับประกัน – LONGi ให้รับประกันตัวแผง 12ปี และประกันประสิทธิภาพ 25 ปีที่ระดับ ~87–89% (ขึ้นกับรุ่น) ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไปในท้องตลาด
  • แผง LONGi ได้มาตรฐาน Tier-1 ของ Bloomberg ทำให้มั่นใจเรื่องความน่าเชื่อถือและการมีอะไหล่รองรับยาวนาน

ข้อควรพิจารณา: ราคาของแผง LONGi อาจสูงกว่าแบรนด์จีนอื่นเล็กน้อย โดยเฉพาะรุ่น Hi-MO ระดับบน แต่สิ่งที่ได้มาคือประสิทธิภาพและการรับประกันที่เหนือกว่า

ดังนั้นหากงบประมาณพอ การเลือก LONGi ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่ทำให้ผิดหวัง ทางบริษัท คุ้มไว โซล่า เราก็แนะนำยี่ห้อ Longi เนื่องจากคุ้มค่ามากที่สุดในระยะยาว

แผง jinko solar

2. Jinko Solar

Jinko (จินโก้) คืออีกหนึ่งบริษัทยักษ์ใหญ่จากจีนที่ช่วงหลายปีมานี้มียอดขายแผงอันดับต้นๆ ของโลก จุดแข็งของ Jinko คือการผลิตสินค้าจำนวนมากและควบคุมต้นทุนได้ดี ทำให้ได้แผงประสิทธิภาพสูงในราคาที่แข่งขันได้

Jinko มีซีรีส์เด่นอย่าง Tiger และ Tiger Pro/Neo ซึ่งรุ่น Tiger Neo ใช้เซลล์ N-type แบบ TOPCon ให้ประสิทธิภาพโมดูลสูง ~21–22% 

แผงบ้านอยู่อาศัยของ Jinko ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงกำลัง 400–470W (60–72 เซลล์) มาพร้อม Half-Cell และบางรุ่นเป็นแผง Bifacial อีกด้วย

จุดเด่นของแผง Jinko Solar: ความคุ้มค่า

  • Jinko มักถูกยกให้เป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ เมื่อต้องการแผง Tier-1 ในงบประมาณจำกัด เพราะราคามักย่อมเยากว่า LONGi เล็กน้อยแต่คุณภาพสูสี
  • ประสิทธิภาพและนวัตกรรม – Tiger Neo Series ของ Jinko ใช้เทคโนโลยีล้ำหน้า ทำให้ค่าประสิทธิภาพแตะระดับ 22%+ ได้ ซึ่งใกล้เคียง LONGi รุ่นบนๆ เช่นกัน
  • การรับประกัน – รุ่นใหม่ๆ ของ Jinko เริ่มให้ประกันผลิตภัณฑ์ยาว 25 ปี เท่าแบรนด์อื่นแล้ว (จากเดิม 12–15 ปี) พร้อมรับประกันกำลังผลิต 25 ปีไม่ต่ำกว่า ~85% (ใกล้เคียงคู่แข่ง)

ข้อควรพิจารณา: ในอดีต Jinko เคยมีปัญหาด้านคุณภาพบ้างในบางล็อต (เช่น กรณี PID, delamination) แต่ปัจจุบันปรับปรุงแล้ว และด้วยปริมาณการผลิตมหาศาล บางครั้งอาจเจอล็อตสินค้าที่คุณภาพไม่สม่ำเสมอในตลาดได้บ้าง แต่พบได้น้อยแล้ว

แผง trina solar

3. Trina Solar

Trina (ทริน่า) เป็นผู้ผลิตจากจีนอีกรายที่อยู่มายาวนาน และขึ้นชื่อเรื่องความน่าเชื่อถือ แผง Trina มักเป็นที่นิยมในโครงการใหญ่ๆ เช่น โซลาร์ฟาร์ม หรือโรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจากราคาดี และคุณภาพได้มาตรฐาน

รุ่นเด่นของ Trina คือ Vertex Series ซึ่งมีตั้งแต่แผงสำหรับบ้าน (Vertex S ~400W) ไปจนถึงแผงกำลังสูงมาก 600–700W สำหรับฟาร์มโซลาร์

แผง Trina รุ่น Vertex ใช้เทคโนโลยี Half-Cell, Multi-busbar และบางรุ่นเป็นเซลล์ชนิด N-type เพื่อดันประสิทธิภาพให้สูง ~20–21% และรุ่น Vertex N-type บางตัว (เช่น 700W) มีประสิทธิภาพแตะ ~22–23% ในระดับโมดูล

จุดเด่นของแผง Jinko Solar: กำลังวัตต์สูงต่อแผง

  • Trina เป็นรายแรกๆ ที่ออกแผง 600W+ ทำให้ลดจำนวนแผงในระบบใหญ่ๆ ได้
  • ราคาย่อมเยา – Trina มักมีราคาต่อวัตต์ถูกกว่า LONGi/Jinko เล็กน้อย จึงเหมาะกับผู้ที่อยากได้ของ Tier-1 ในงบประหยัด
  • การพัฒนาเทคโนโลยี – Trina ไม่น้อยหน้ารายอื่น มีการนำสิ่งใหม่ๆ มาใช้เสมอ เช่น รุ่น Vertex รุ่นใหม่มีประกันผลิตภัณฑ์ 15 ปี (สามารถขยายได้ถึง 25 ปี) ซึ่งถือว่านานกว่ายี่ห้ออื่นๆ

ข้อควรพิจารณา: Trina เคยมีประวัติกรณีแผงรุ่นเก่า (ผลิตปี 2011–2014) เกิดปัญหา PID และความเสื่อมของแผงก่อนเวลา แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีปัญหาใหญ่แล้ว

สรุป เลือกแผงยี่ห้อไหนดี?

แบรนด์แผงทั้งสาม – LONGi, Jinko, Trina – ต่างก็เป็น Tier-1 ที่เชื่อถือได้ ให้ประสิทธิภาพสูงและรับประกันยาวนาน ไม่ว่าเลือกยี่ห้อไหน ก็ไม่ผิดหวังแน่นอน

หากจะเปรียบกัน LONGi อาจเด่นเรื่องเทคโนโลยีขั้นสูงสุดและประกันที่ดีกว่าเล็กน้อย ส่วน Jinko เด่นเรื่องความคุ้มค่าคุณภาพต่อราคา และ Trina เด่นเรื่องกำลังวัตต์สูง

แต่ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ไหน ทั้งสามแบรนด์มีตัวแทนจำหน่ายในไทย และเคลมประกันได้

เพราะฉะนั้น ริษัทติดตั้งโซล่าเซลล์ อาจจะเลือกแผงยี่ห้อไหนนั้นขึ้นอยู่กับโปรโมชันราคา ณ ช่วงเวลานั้นๆ เพื่อให้ลูกค้าได้ราคาที่ถูกและคุณภาพดีที่สุดนั่นเอง

คุณพร้อมที่จะประหยัดค่าไฟแล้วหรือยัง?

"คุ้มไว Solar" ช่วยคุณประหยัดค่าไฟด้วยระบบ SolarCell ที่ทันสมัยและทีมงานติดตั้ง SolarCell มืออาชีพ มั่นใจได้ในคุณภาพและบริการที่รวดเร็ว
โทรเลย 0661417892 Add Line: @kwSolar

วิธีอ่านคุณสมบัติโซล่าเซลล์

วิธีอ่านสเปคโซลาร์เซลล์ที่สำคัญ

หลายคนพอมาดู data sheet ของแผงโซล่าแล้ว มีหลากหลายรุ่นให้เลือกมาก แถมมีกราฟและข้อมูลตารางมาเต็มไปหมด หากไม่รู้จะเริ่มต้นกันอย่างไรดี วันนี้ คุ้มไว โซล่า เราจะมาแนะนำการดู Spec อย่างละเอียดกันสำหรับมือใหม่ อย่างน้อยควรรู้จัก Spec ดังต่อไปนี้ครับ

ประสิทธิภาพแผงโซล่าเซลล์

1. ประสิทธิภาพแผง (Panel Efficiency)

ประสิทธิภาพแผงโซลาร์เซลล์

Panel Efficiency คือ สัดส่วนของพลังงานแสงอาทิตย์ที่แผงสามารถแปลงเป็นไฟฟ้าได้ (%) ค่ายิ่งสูงหมายถึงแผงผลิตไฟได้มากจากพื้นที่ที่กำหนด แผงประสิทธิภาพสูงจะดีในกรณีพื้นที่ติดตั้งจำกัด

แผงทั่วไปปี 2025 จะมีประสิทธิภาพประมาณ 19–21%

ส่วนแผงรุ่นใหม่ระดับท็อปอาจสูงถึง 22–23% (เช่นแผงแบบ N-type จาก LONGi/Jinko)

อย่างไรก็ตาม แผงที่ประสิทธิภาพต่างกัน 1–2% อาจไม่ได้ส่งผลมากนักหากพื้นที่หลังคาคุณเพียงพอ ถ้าหลังคามีพื้นที่เยอะ เราอาจจะเพิ่มแผงไปอีกเล็กน้อย อาจจะประหยัดมากกว่า การซื้อแผงประสิทธิภาพสูงแบบน้อยๆแผ่นๆ

ประสิทธิภาพอินเวอร์เตอร์

2. ประสิทธิภาพอินเวอร์เตอร์ (Inverter Efficiency)

ประสิทธิภาพอินเวอร์เตอร์

Inverter Efficiency คือประสิทธิภาพการแปลงไฟ DC เป็น AC หน่วย% เช่น 96–99%

อินเวอร์เตอร์ที่ดีควรมีค่า Peak Efficiency ≥ 97% ขึ้นไป

ปัจจุบันอินเวอร์เตอร์ชั้นนำหลายยี่ห้อมีประสิทธิภาพสูงมากกว่า 98% ดังนั้นความต่างด้านนี้ระหว่างยี่ห้ออาจไม่มากแล้ว

การรับประกันแผงโซล่าร์

3. การรับประกันแผงโซลาร์ (Panel Warranty)

การรับประกันแผงโซลาร์

แผงจะมีการรับประกัน 2 แบบ ได้แก่ Product Warranty (การรับประกันตัวผลิตภัณฑ์จากความบกพร่องการผลิต) และ Performance Warranty (รับประกันกำลังผลิต)

แผงเกรดดีในปัจจุบันมักให้ประกันตัวสินค้า Product Warranty 12–15 ปี เป็นอย่างน้อย บางแบรนด์ให้ถึง 25 ปี

ขณะที่ประกันประสิทธิภาพ Performance Warranty มักจะนานกว่าที่ 25–30 ปี โดยผู้ผลิตมักจะระบุว่าที่ปีสุดท้ายแผงจะยังผลิตไฟได้ไม่ต่ำกว่า 80–85%

แบรนด์ชั้นนำบางรายรับประกันประสิทธิภาพสูงกว่ามาตรฐาน เช่น LONGi มีการรับประกันว่า 25 ปีที่ แผงยังผลิตไฟได้ 89%เป็นต้น

เพราะฉะนั้นการเลือกแผงควรพิจารณาตัวเลขประกันเหล่านี้ร่วมด้วยครับ เพราะเราใช้แผงกันยาวๆ 25-30 ปี แผงที่ประกันยาวนานย่อม ประสิทธิภาพไม่ตกย่อมดีกว่าในระยะยาวนั่นเอง

การรับประกันอินเวอร์เตอร์

4. การรับประกันอินเวอร์เตอร์ (Inverter Warranty)

การรับประกันอินเวอร์เตอร์

ส่วนมากรับประกันมาตรฐาน 5 ปี สำหรับยี่ห้อกลางๆ และ 10 ปี สำหรับยี่ห้อระดับสูงหรือรุ่นใหม่ๆอินเวอร์เตอร์มีอายุใช้งานเฉลี่ย 10-15 ปี

ดังนั้นหากมีรับประกันยาวก็อุ่นใจกว่า แต่ทั้งนี้ ก็ควรดูเงื่อนไขการเคลมด้วย เช่น ต้องส่งซ่อมที่ไหน ใครออกค่าใช้จ่าย เพื่อความสบายใจของทุกผ่ายครับ

5. MPPT (Maximum Power Point Tracker)

MPPT คือ วงจรในอินเวอร์เตอร์ที่ทำหน้าที่ค้นหาจุดกำลังผลิตสูงสุดของแผงในทุกขณะ ซึ่งช่วยให้แผงทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดอยู่เสมอ

จำนวน MPPT ที่อินเวอร์เตอร์มี จะกำหนดว่าคุณสามารถต่อชุดแผง (string) ที่มีคุณสมบัติต่างกันได้กี่ชุด เช่น อินเวอร์เตอร์ 1 MPPT หมายถึงแผงทุกแผงต้องอนุกรมในชุดเดียวกันและหันไปทิศทาง/มุมเอียงเดียวกันหมด

แต่ถ้า มี 2 MPPT คุณสามารถแยกแผงออกเป็น 2 ชุดที่อิสระจากกัน เช่น ชุดหนึ่งหันตะวันออก อีกชุดหันตะวันตก เป็นต้น

พูดง่ายๆคือ ถ้าคุณติดแผงในหลายๆทิศ ควรเลือก MPPT มากกว่า 2 ชุดขึ้นไป

เพราะแต่ละ MPPT จะจัดการแรงดันและกระแสของชุดแผงนั้นๆ แยกกัน ทำให้ทั้งสองชุดผลิตไฟรวมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่รบกวนกัน

อินเวอร์เตอร์สำหรับบ้านขนาดเล็กมาก (1–2 kW) บางรุ่นอาจมี MPPT เพียง 1 จุด แต่ปัจจุบันอินเวอร์เตอร์ 3 kW ขึ้นไปมักให้ 2 MPPT เป็นมาตรฐาน และรุ่นใหญ่ 10–20 kW อาจมี 2–3 MPPT หรือมากกว่า

ดังนั้นเวลาเลือกซื้อควรดูจำนวน MPPT ด้วย หากบ้านคุณมีหลายทิศทางหลังคาหรือมีแผงไม่เท่ากันในแต่ละด้าน ให้เลือกอินเวอร์เตอร์ที่ MPPT เพียงพอต่อการแยกกลุ่มแผง เพื่อให้ได้ผลผลิตไฟฟ้าดีที่สุด

คุณสมบัติโซล่าเซลล์

สเปคโซลาร์เซลล์อื่นๆ

นอกจาก 3 หัวข้อหลักข้างต้น ยังมีสเปคอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น

ค่า Voc/Vmpp และ Isc/Impp ของแผง (แรงดันและกระแสที่เปิดวงจร/จุดทำงาน ซึ่งใช้คำนวณการต่อแผงเข้ากับอินเวอร์เตอร์)

Temperature Coefficient (ค่ายิ่งใกล้ 0 ยิ่งดี แสดงความไวของประสิทธิภาพต่ออุณหภูมิ)

IP Rating ของอินเวอร์เตอร์ (ควรเป็น IP65 ขึ้นไปสำหรับติดตั้งกลางแจ้งกันน้ำกันฝุ่นได้) เป็นต้น

แต่สำหรับผู้เริ่มต้น การเข้าใจ Efficiency, Warranty และจำนวน MPPT ก็เพียงพอที่จะเปรียบเทียบสินค้าหลักๆ ได้แล้ว

คำแนะนำสำหรับการติดตั้งโซล่าเซลล์

สรุปคำแนะนำสำหรับผู้เริ่มต้น

การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเป็นการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนทั้งด้านการเงิน (ประหยัดค่าไฟ) และด้านสิ่งแวดล้อม (ลดการปล่อยคาร์บอน)

การจะได้ประโยชน์สูงสุดนั้นขึ้นอยู่กับการเลือกระบบและอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับความต้องการของเรา วิธีเลือกติดโซลาร์บ้านในคู่มือนี้ อาจสรุปเป็นขั้นตอนง่ายๆ ได้ดังนี้

  1. ประเมินความต้องการของคุณ: ดูค่าไฟปัจจุบันและเป้าหมายการลดค่าไฟที่ต้องการ ตัดสินใจว่าจะเอา ระบบ On-Grid หรือ Hybrid ตรวจสอบระบบไฟบ้านว่าเป็น 1 เฟสหรือ 3 เฟส และสำรวจพื้นที่ติดตั้งหลังคาของคุณว่ารับแสงได้ดีแค่ไหน มีพื้นที่เพียงพอหรือไม่

  2. เลือกขนาดระบบที่เหมาะสม: ใช้ข้อมูลค่าไฟและพื้นที่เพื่อกำหนดขนาด kW ของระบบ หากไม่แน่ใจปรึกษาผู้ติดตั้งให้ช่วยคำนวณได้ ควรเลือกขนาดที่ไม่ต่ำจนไม่คุ้มและไม่สูงเกินจนงบบานปลาย

  3. เลือกอุปกรณ์คุณภาพ: มองหา แผงโซลาร์แบรนด์ Tier-1 ที่มีประสิทธิภาพดีและรับประกันยาว (เช่น LONGi, Jinko, Trina) และเลือก อินเวอร์เตอร์จากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ มีบริการหลังการขาย (เช่น Huawei, Sofar, Growatt, SMA) ซึ่งเราได้รีวิวไปแล้วข้างต้น

  4. ผู้ติดตั้งที่มีประสบการณ์: เลือกบริษัทติดตั้งที่มีผลงานน่าเชื่อถือ มีทีมวิศวกรไฟฟ้าและช่างติดตั้งมืออาชีพ เพราะการติดตั้งที่ถูกต้องจะทำให้ระบบทำงานเต็มประสิทธิภาพและปลอดภัย ตรวจสอบว่าผู้ติดตั้งจะดูแลเรื่อง การขออนุญาตจากการไฟฟ้า ให้หรือไม่ รวมถึงสอบถามบริการหลังการขายและการรับประกันผลงานติดตั้ง

  5. เปรียบเทียบราคาและบริการ: ขอใบเสนอราคาจากหลายๆ เจ้าเพื่อเปรียบเทียบ ทั้งรายการอุปกรณ์ ปริมาณแผง อินเวอร์เตอร์ ขนาดสายไฟ อุปกรณ์ป้องกันต่างๆ รวมถึงระยะเวลารับประกันและบริการเสริม เช่น บำรุงรักษาหลังติดตั้ง

สุดท้ายนี้ การติดโซลาร์บ้านเป็นเทรนด์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในปี 2025 เพราะเทคโนโลยีมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ราคาถูกลง และภาครัฐมีการสนับสนุนพลังงานสะอาดมากขึ้น หากคุณกำลังพิจารณาอยู่ หวังว่าคู่มือนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจ วิธีเลือกติดโซลาร์บ้าน ได้อย่างครบถ้วนมากขึ้น และพร้อมสำหรับการก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองอย่างมั่นใจ

และหากคุณสนใจติดตั้งโซลาร์เซลล์บ้าน สามารถติดต่อเรา คุ้มไว โซล่า เพื่อขอคำปรึกษาฟรี หรือดูรายละเอียดชุดติดตั้งโซลาร์รูฟสำหรับบ้านที่เรามีให้บริการ สามารถติดต่อทีมงานของเราได้ทันที ที่ โทร. 066-141-7892 Line: @kwsolar

หลายคนยังสนใจบทความนี้รู้เพิ่มเติม

 

ติดก่อนวันนี้ ประหยัดได้ทันทีไม่ต้องรอ

คุ้มไว Solar ร้านติดตั้งโซล่าเซลล์ บริการคุณด้วยความจริงใจ ราคามาตรฐาน สอบถามเราสิครับ
โทรเลย 0661417892 Add Line: @kwSolar

บทความน่ารู้